วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

คนอ้วนกับ แต้จิ๋ว ตอนไอดอล คนแต้จิ๋วผู้ยิ่งใหญ่

ผมคนหนึ่งที่มีเชื่อสาย แต้จิ๋ว ครับ เครือญาติพ่อแม่ ผมมาจาก เถ่งไห้ ชัวเถาครับ 
และ ประกอบอาชีพย่านบางรัก เป็นพ่อค้าขายปลา และ มีอาชิพเสริมเป็นหมอจีนครับ
และ ปจุบันบ้านผมยังมีกิจการ ร้านอาหาร เป็ดพะโล้ ยาจีนครับ
และวันนี้ผมจะมาเล่า ประวัติ คนแต้จิ๋ว ผู้ยิ่งใหญ่ทั่วแผ่นดินครับ
เสื้อยืด
คนแรกที่ คนจีนในแผ่นดินใหญ่ไม่มีใครไม่รู้จักครับ 
马化腾:潮南成田人,腾讯总裁,QQ之父

หรือ หม่า ฮั่ว เถิง เจ้าพ่อ QQ
จากเมือง เตียเอี๊ยะ ชัวเถา
ดำรงตำแหน่ง CEO Tencent Inc.,
October 29, 1971 (age 42)

ตอนนี้มีทรัพย์สิน 

Net worthIncrease US$ 10.2 billion (2013)

และคำพูดที่เขาเคยพูดไว้คือ สินค้าที่ขายดีที่สุด คือ ของฟรี
ก็จริงอย่างที่ท่าน หม่า ได้กล่าวไว้
QQ นั้นเป็นชอฟแวร์ฟรีที่ 
เชื่อมการสื่อสาร คนทั้งประเทศจีนเลยก็ว่าได้
และเป็นธุรกิจ ไอที ที่ใหญ่ที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ว่าได้ครับ



เสื้อยืดสกรีน
คนที่สองนี้ ไม่ว่าใครบนโลกนี้ต้องเคยเห็นสินค้าของเล่น
ของท่านผู้นี้อย่างแน่นอน 
蔡东青:澄海人,玩具之王,奥飞动漫总裁
1969 เดือน4 วันที่ยังไม่แน่ชัด

ไช่ ตง ชิง ราชาของเล่น ดำรงจตำแหน่ง CEO auldey 
คนเถ่งไห้ ชัวเถา แต้จิ๋วผู้ยิ่งใหญ่
ใครเคยเล่น รถ Tamiya คนนี้ครับ
เป็นผู้ผลิต และ ถือ ลิขสิทธิ์ เจ้าเดียวในจีน
เคยร่ำรวยติดอันดับ 5 ในปี 2010 ของจีน


เสื้อยืดสกรีน
ผู้นี้เป็นเจ้าพ่อ ผู้ค้าปรีกเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่
黄光裕: 潮阳铜盂人,国美创始人,三登内地首富。
24 June 1969 
เป็นชาว  เตียเอี๊ยะ ชัวเถา เช่นเดียวกับ เจ้าพ่อคิวๆ
เคยได้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในจีนถึง 3 ปี
2004-2005และ2008


เสื้อยืด
李嘉诚:潮州人,著名慈善家,亚洲首富,世界华人首富,长江实业总裁。
Li Ka-shing หรือ ลี กา ชิง ผู้ยิ่งใหญ่ชาวแต้จิ๋ว อีกท่่านหนึ่ง
ได้เป็น ผู้ที่ใจบุญ ที่สุดใน จีน 
เป็น บิ๊กบอส Cheung Kong (Holdings) Limited
ความรวยนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ เป็นคนรวยติดอันดับหนึ่ง
ของ เอเชีย และ รวยที่สุดในชาวจีนทั่วโลกครับ
เกิดเมื่อ 1928-7-29
และได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ ฮ่องกง เมื่ออายุได้ 12 ขวบ
พ่อของท่านชิง เป็น นักวิชากร สมัยสุดท้ายของราชวง ชิง
ก่อนที่ จีน ทำสงครามกับ ญี่ปุ่น และอพยศไปอยู่ ฮ่องกง


เสื้อยืด
谢易初:澄海人:正大集团(卜蜂莲花)创始人
นายเซี่ยอี้ชู ( 谢易初หรือ เจี่ยเอ็กชอ ชื่อในสำเนียงจีนแต้จิ๋ว)
เจ้าของร้านขายเมล็ดพันธุ์ผัก
ผู้เปิดตำนานการก่อตั้งบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)
ในประเทศไทย และยังเป็นคนเดียวกัน
ที่สร้างตำนานความยิ่งใหญ่ของซีพีในประเทศจีน
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบุกตลาดประเทศจีน
ทันทีที่เขาและบุตรทั้งสี่ได้รับทราบข่าวการ
 ‘เปิดประเทศ’ ของแผ่นดินแม่


บางทีความยิ่งใหญ่ของท่านเหล่านี้
ทำให้ผมมีพลังบางอย่างที่อยากจะเอาชนะตัวเอง
ฝันไปหรือเปล่า ที่จะเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
       ART EYE VIEW---สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ของการพบกันระหว่างเรา และอาจเป็นครั้งแรกของบางท่าน ในการพบกันครั้งแรกเนื้อหาของบทความจะเป็นการแนะนำคอลัมน์นี้ ซึ่งเป็นคอลัมน์ใหม่ให้ท่านได้รู้จัก จึงทำให้ดิฉันต้องเลื่อนการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของไทยมาให้ท่านได้อ่านในวันนี้
      
       คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้จักหรืออาจหลงลืมไปว่า วันที่ 28 ธันวาคม อันตรงกับวันปราบดาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็น วันตากสินมหาราชานุสรณ์
      
       ในวันนี้ของทุกปีทั้งภาครัฐและภาคประชาชนจะร่วมกันทำพิธีถวายบังคม พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาติไทยและปวงชนชาวไทย 
      
       นอกจากนี้ชาวไทยกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ยังคงจงรักภักดีและเคารพบูชาในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่างพร้อมใจกันเดินทางไปสักการะและบวงสรวงดวงพระวิญญาณของพระองค์ยังสถานที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องและถือเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงมหาราชพระองค์นี้ในวันนี้ด้วย
      
        อันได้แก่ ศาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ พระราชวังเดิม หรือ พระราชวังหลวงในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทย ปัจจุบันคือที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือ ภายในศาลนี้ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อด้วยโลหะรมดำของพระองค์ พระอุโบสถน้อย วัดอรุณราชวรารามซึ่งเป็นที่เก็บรักษาพระแท่นทรงบำเพ็ญกรรมฐาน และวิหารน้อย วัดอินทาราม ซึ่งประดิษฐานพระแท่นบรรทมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีระหว่างเสด็จมาประทับทรงศีลและเจริญกรรมฐานที่วัดแห่งนี้ พระแท่นองค์นี้ทำด้วยไม้ พนักแกะด้วยงาช้าง ฉาบพุดตานประกอบใบ ฝีมือประณีตมาก 
      
       เนื่องในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ ดิฉันจึงขอถือโอกาสนำท่านทั้งหลายไปชมอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งประดิษฐ์ฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี ด้วยกันในวันนี้
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
      
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
      
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
       อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี นับเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติมหาราชของไทยที่งดงามในทุกมุมมอง สง่างามที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย  นอกจากนั้นยังตั้งอยู่บนสถานที่เหมาะสมที่สุด เพราะในอดีตผู้ที่อยู่บนถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ จะมองเห็นอนุสาวรีย์นี้ก่อนมาแต่ไกล
      
       อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2497 เป็นพระบรมรูปทรงม้าที่มีขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะรมดำ ออกแบบและปั้นโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยมี สิทธิเดช แสงหิรัญ, ปกรณ์ เล็กสน และสนั่น ศิลากร เป็นผู้ช่วย 
      
       ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นำเสนอภาพแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยในท่าทางที่สง่างามสมชายชาตินักรบ  สงบนิ่งและไม่หวั่นไหวดังศิลา แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหาญกล้าและเด็ดเดี่ยว ม้าทรงของพระองค์นั้นเล่าแม้จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งม้าศึกชั้นดีซึ่งเชี่ยวชาญในการยุทธ์ และกำลังคึกคะนองพร้อมรอคอยคำบัญชาจากจอมทัพให้โลดแล่นไปข้างหน้าเพื่อสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่และนำชัยชนะกลับมาสู่มาตุภูมิ
      
       สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ในชุดขุนศึก กำลังประทับนั่งบนหลังม้าศึกคู่พระทัย พระวรกายเหยียดตรง พระอูรุ (ต้นขา) ทั้งสองแนบอยู่กับลำตัวอาชา พระบาทสอดอยู่ในโกลนในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะตบโกลนเพื่อเตือนให้อาชาคู่พระทัยโลดลิ่วไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายทรงกระชับสายบังเหียนเพื่อดึงให้ม้าซึ่งกำลังคึกคะนองหยุดนิ่งอยู่กับที่ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระแสงดาบยกชูขึ้นสู่นภากาศในท่าออกคำสั่งให้กองทัพหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอฟังพระบัญชาให้เข้าประจัญบานกับข้าศึก 
      
       พระเศียรทรงพระมาลาเส้าสูงแบบไม่พับซึ่งมีขนนกประดับอยู่บนยอด พระพักตร์ที่ผินไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยและพระหนุที่เชิดพองาม บ่งบอกถึงความคาดคะเนและการระแวดระวังในสถานการณ์ พระเนตรทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความสุขุมคัมภีรภาพ พระขนงขมวดเข้าหากันแสดงถึงความครุ่นคิดและไตร่ตรอง พระโอษฐ์ที่มีพระมัสสุประดับอยู่บดแน่นเข้าหากันบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและเด็ดขาดในการตัดสินพระทัย 
      
       การนำเสนอพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในลักษณะเช่นนี้เผยให้เห็นเจตนารมณ์ของประติมากรในอันที่จะสะท้อนลักษณะอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวสมชายชาตรีของจอมทัพผู้เกรียงไกรและมหาราชที่ทรงไว้ซึ่งความปราดเปรื่องและสุขุมคัมภีรภาพ ผู้ทรงมุ่งมั่นในอันที่จะกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทย สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับบ้านเมือง และนำความสงบสุขกลับคืนสู่อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ดังเช่นที่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวอธิบายถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ของท่านไว้ว่า 
      
       ...ข้าพเจ้าคิดทำอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินในลักษณะขององค์วีรบุรุษไทย... ข้าพเจ้าสร้างมโนภาพให้เห็นพระองค์ในลักษณะอันเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยในยามที่ความหวังทั้งหลายดูเหมือนจะสูญไปแล้วจากจิตใจของชาวไทยทั้งมวล ข้าพเจ้าคิดเห็นองค์วีรบุรุษของเราในขณะทำการปลุกใจทหารหาญให้เข้าโจมตีข้าศึกเพื่อชัยชนะ ดังนั้นความรู้สึกที่แสดงออกในพระพักตร์จึงเต็มไปด้วยสมาธิในความคิดและเต็มไปด้วยลักษณะของชายชาติชาตรี
      
       จุดมุ่งหมายและเจตนารมณ์ในการนำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้เต็มไปด้วยพลังแห่งการเคลื่อนไหวอันสงบนิ่ง สง่างาม น่าเกรงขาม ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจแห่งขัตติยะ และมีค่าควรยิ่งแก่การสักการบูชา สะท้อนให้เห็นความปราดเปรื่องทางปัญญา ความแม่นยำในการคิดคำนวณโครงสร้างของประติมากรรม ตลอดจนความล้ำเลิศและความแยบยลในการสร้างสรรค์ศิลปะของประติมากรท่านนี้ 
      
       ดังนั้น อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี จึงควรค่าแก่การได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นผลงานประติมากรรมชิ้นเยี่ยมยอดที่สุดของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย อย่างแท้จริง
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
      
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

รฦกพระเจ้าตาก ปริศนาวันประสูติ-สวรรคต ถอดรหัสหางม้าทรงพระบรมรูป

ปริศนาวันประสูติ-สวรรคต
วันที่ 28 ธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นวันประสูติหรือวันสวรรคตกันเล่า? เพราะตามธรรมเนียมแล้ว การกำหนดวันของบุคคลสำคัญนั้นมักถือเอาวันใดวันหนึ่งระหว่่างวันเกิดกับวันตายเสมอ

ให้เผอิญว่าวันสวรรคตของพระเจ้าตากสินเต็มไปด้วยความคลุมเครือไร้ข้อสรุป ว่าเป็นวันใดกันแน่ระหว่าง วันที่6, 7 หรือ 10 เมษายน 2325 อย่าลืมว่าเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นชุลมุนชุลเกยิ่งนัก เจ้าพระยาจักรีกำลังปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากที่ยึดราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากในสภาพสมณเพศได้แล้ว

หลักฐานฝ่ายไทย อาทิ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับโรงพิมพ์หมอบลัดเล ระบุว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกเพชฌฆาตลากตัวไปตัดศีรษะ (ไม่ใช่การทุบด้วยท่อนจันทน์) ถึงแก่พิราลัยในวันที่ 6เมษายน

ทว่าจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39 ที่เขียนขึ้นตามคำเล่าลือหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมสดๆ ร้อนๆ ไม่ถึง 9 เดือน กลับยืนยันว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตในวันที่ 7 เมษายน

แต่แล้วข้อมูลจากจดหมายเหตุโหรในประชุมพงศาวดารภาค 8 กลับระบุว่า วันสวรรคตของพระเจ้าตากตรงกับวันแรม 13ค่ำ เดือน 5 หลังจากวันที่เจ้าพระยาจักรีกลับมาถึงเมืองธนบุรีได้เพียง 4 วัน ซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศกล่าวว่า เจ้าพระยาจักรีเสด็จกลับมาถึงกรุงธนบุรีในวันที่ 6 เมษายน ถ้าเชื่อตามนี้พระเจ้าตากก็ต้องสวรรคตในวันที่ 10 เมษายน

เมื่อพินิจพิเคราะห์ถึงความน่าจะเป็น วันที่ 6 เมษายนนั้น ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีของราชวงศ์ใหม่ อาจเป็นไปได้ว่าวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าตากอาจถูกกำหนดให้เลื่อนถอยออกมาหลังจากนั้นเล็กน้อย

อย่่างไรก็ตาม ไม่ว่าวันสวรรคตจะเป็นวันที่ 6 หรือ 7 หรือ 10 เมษายน รัฐก็คงละอายใจทีเดียว ที่จะให้ยึดเอาวันที่ยังอยู่ในห้วงเวลาของการเฉลิมฉลองวันจักรีมาเป็นวันรำลึกถึงพระเจ้าตากสินประกบคู่กันอีกวัน

ส่วนวันประสูติของพระองค์นั้นก็สับสนไม่แพ้กัน บ้างระบุว่า 17 เมษายน 2277แต่หลายท่านเห็นว่าน่าจะเขยิบขึ้นไปเป็นเดือนมีนาคมก่อนหน้านั้นสักสามสัปดาห์ แต่อย่างไรก็ไม่พ้นราศีเมษ หากไม่ใช่วันที่ 22 ก็ต้องเป็น23 มีนาคม

คือถ้าเชื่อว่าสวรรคตวันที่ 6 เมษายน ก็ต้องประสูติ 22มีนาคม แต่หากสวรรคต 7 เมษายน ก็ต้องเขยิบวันประสูติเป็น 23 มีนาคม ทั้งนี้ยังไม่นับว่าหากสวรรคตวันที่ 10 เมษายนแล้วคงจะต้องเลื่อนวันประสูติออกไปอีก 3-4 วัน

การใช้ตรรกะเช่นนี้ เหตุเพราะพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อมีพระชนมายุได้ 48 ปีกับ 15 วัน ในเมื่อไม่มีพงศาวดารฉบับไหนระบุถึงวันประสูติ เราจำเป็นต้องคิดคำนวนย้อนหลังกันเองโดยยึดเอาวันสวรรคตเป็นตัวตั้ง

ปัจจุบันแนวโน้มที่ทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าพระองค์ท่านทรงประสูติในวันที่ 23 เมษายน 2277ก็เพราะวันนั้นตรงกับวันอังคาร ต้องโฉลกถูกจริตกับมหาบุรุษที่เกิดมาเป็นชายชาตินักรบ เพราะดาวอังคารคือเทพเจ้าแห่งสงคราม

ในเมื่อไม่มีความแน่ชัดของวันประสูติและวันสวรรคต ถ้าเช่นนั้นวันที่ 28 ธันวาคม จะเป็นวันอื่นใดไปไม่ได้ นอกเสียจากวันที่พระเจ้าตากสินทรงขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 2310อันเป็นวันเดือนปีที่ไม่มีข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักของชาวไทยเลยแม้แต่น้อย

มีข้อน่าสังเกตว่าพระเจ้าตากทรงเฉลิมพระนามในพระสุพรรณบัตรว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 อันเป็นนามที่ีสืบต่อจากสาย "สมเด็จพระบรมราชาธิราช" แห่งกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีมาแล้วสามองค์ ได้แก่ สมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) และสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระบรมไตรโลกนาถ) ซึ่งเป็นสายราชวงศ์สุพรรณภูมิผสมกับสุโขทัยทางเหนือ หาใช่ราชวงศ์อู่ทองสาย "สมเด็จพระรามาธิบดี"ที่ใช้สัญลักษณ์รูปพระนารายณ์ทรงครุฑ อันเป็นสายที่สืบต่อมายังราชวงศ์จักรีไม่

พิจารณาให้ดี นาม "สมเด็จพระบรมราชา" นี้สะท้อนถึงความพยายามที่พระองค์ต้องการฟื้นฟูและสืบต่อราชวงศ์ธรรมิกราชาของกรุงศรีอยุธยาที่มีรากเหง้ามาจากสุโขทัยนั่นเอง เนื่องด้วยพระองค์ท่านทรงมีความผูกพันกับเมืองตากและกำแพงเพชร

เห็นได้ว่าพระองค์ท่านมิได้คิดหักหาญตั้งตัวเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ใหม่ ส่วนการที่มาเรียกพระองค์ว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ดี หรือพระเจ้าตากสินนั้น เป็นการมาเรียกขึ้นภายหลัง

ถอดรหัสจากหางม้าทรงพระบรมรูป

อนุสรณ์เครื่องรฦกถึงวันพระเจ้าตาก ก็คืออนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าที่วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี ผลงานการออกแบบของ "อาจารย์ฝรั่ง" สุภาพบุรุษแห่งเมืองฟลอเรนซ์ มีชื่อไทยว่า ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร

น่าแปลกไหม อนุสาวรีย์หล่อตั้งแต่ปี 2480ยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่กว่าจะได้ติดตั้งต้องใช้เวลาต่อสู้กับกลุ่มอำมายต์เก่าอยู่นานถึง 17 ปี มาสำเร็จเอาในปี พ.ศ.2497 ยุครัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

และแม้จะทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์อย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายถูกขุนนางผู้ดีในยุคนั้นทั้งสายสถาปนิก นักวิจารณ์ศิลปะ และสัตวแพทย์หลายท่านเอาชนะคะคานโจมตีในเรื่องไม่เป็นเรื่องของม้าทรง

เหตุเพราะม้ายืนตรง แต่กลับทำหางชี้สูงไม่ลู่ลง เหล่า "อีหลีด" โวยวายจนเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งหลายฉบับว่า เป็นม้าที่ดูอุบาทว์ ประดักประเดิด สี่ขายืนสงบนิ่งไม่ได้ทำท่ากระโจนสักนิด แต่กลับยกหางสั่นเหมือนพวกขี้ครอกขึ้นวอ ท่าเช่นนี้เหมือนม้ากำลังจะขี้ (ขออภัย การตอบโต้ของอีหลีดยุคนั้นเขาใช้คำว่า "ขี้"ชัดเต็มปากเต็มคำ) อาจารย์ศิลป์โดนรุมประณามว่ามั่วนิ่มนั่งเทียนปั้น

อันที่จริงแล้ว มิใช่ว่าอาจารย์ศิลป์จักไม่รู้เรื่องกายวิภาคของม้าเลย ตรงข้ามท่านให้ความสำคัญกับม้าทรงชิ้นนี้เสียยิ่งกว่างานปั้นชิ้นใดๆ ถึงกับลงทุนปีนนั่งร้านที่มีความสูงกว่าสามเมตรขึ้นไปปรับแต่งแก้ไขปั้นดินจนถึงพอกปูนทุกขั้นตอนในโรงหล่อ หลังจากที่ให้ลูกศิษย์ช่วยกันหล่อปั้นตามแบบแล้ว เป็นเหตุให้ท่านพลัดตกลงมาจากนั่งร้าน จนแขนขาหักต้องเข้าเฝือกอยู่หลายเดือน

นอกจากนี้แล้วอาจารย์ศิลป์ยังครุ่นคิดถึงเรื่องสายพันธุ์ของม้า ว่าควรเป็นชนิดใด ต้องไม่ใช่ม้าอาหรับ ม้าออสเตรเลีย หรือม้านอร์แมน หากแต่ต้องเป็นม้าไทยเท่านั้น และเมื่อเป็นม้าไทย อาจารย์ศิลป์ก็ต้องกำหนดส่วนสัดให้แตกต่างไปจากม้าเทศที่เคยศึกษามาจากยุโรป

ปัญหาก็คือ พวกที่วิจารณ์นั้นคือกลุ่มผู้ลากมากดีสยามที่ดูถูกชาวจีนว่าเป็นคนต่างด้าว จึงจ้องแต่จะทับถมเกียรติภูมิของพระเจ้าตากสินผ่านการกดหางม้าทรงไว้มิให้เผยอผยองพองขน อาจารย์ศิลป์จึงถูกบีบให้กลายเป็นหนังหน้าไฟไปโดยปริยาย

ความตั้งใจแรกของอาจารย์ศิลป์นั้น ท่านต้องการนิรมิตม้าทรงของพระเจ้าตากในท่าผาดโผนโจนทะยานกำลังออกศึก เชื่อกันว่าหากไม่โดนกระแหนะกระแหนคอยจิกคอยตอดเป็นระยะๆ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินนั้น คงจะต้องมีความงามสง่าสมชายชาติอาชาไนย ดุจเดียวกับอนุสาวรีย์ของพระเจ้านโปเลียนมหาราชที่กรุงปารีส หรือไม่ก็ต้องละม้ายกับรูปม้าทรงของจักรพรรดิทราจันแห่งกรุงโรม ณ ประเทศอิตาลี แผ่นดินมาตุภูมิของอาจารย์ศิลป์โน่นเทียว

ข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากเอกสารต่างชาติก็คือ เมื่อครั้งที่มีการจ้างวานศิลปินชาวฝรั่งเศสหล่อพระบรมรูปทรงม้าของรัชกาลที่ 5 นั้น ทางสยามต้องการให้ม้าทรงอยู่ในท่ายกขาหน้าเหมือนม้าของนโปเลียน แต่ทางโรงหล่อที่ยุโรปแย้งกลับมาว่า ท่าม้าเผ่นผยองหรือยกขาหน้าตามธรรมเนียมสากลมีไว้สำหรับจักรพรรดิที่เป็นนักรบเท่านั้น โรงหล่อกรุงปารีสมีความเห็นว่า รัชกาลที่ 5 ไม่ใช่กษัตริย์นักรบยกทัพทำสงครามด้วยพระองค์เอง จึงไม่อาจสร้างรูปทรงม้าในท่าเผ่นโผนตอบสนองความต้องการของผู้จ้างได้ จึงปั้นในท่าขี่ม้าสงบนิ่งตามที่เราเห็น

แต่สำหรับพระเจ้าตากสินมหาราช อาจารย์ศิลป์ท่านเป็นคนยุโรป จึงย่อมเข้าใจเรื่องนี้ค่อนข้างดี เมื่อเริ่มต้นก็ได้ปั้นม้าผาดโผนโจนทะยานอย่างออกรสชาด แต่แล้วสุดท้ายอำนาจพิเศษบางอย่างได้เข้ามากำกับ ไม่ต้องการให้มหาราชพระองค์นี้ดูโดดเด่นเกินหน้าเกินตาพระรูปทรงม้าที่มีอยู่เดิม ทำให้ต้องแก้ไขพิมพ์เขียวของม้าทรงถึง 5 ครั้ง

เมื่อไม่สามารถบันดาลให้ม้าทรงยกขาหน้าได้ดั่งที่ควรจะเป็น อาจารย์ศิลป์จึงแอบซ่อนรหัสนัยไว้ที่หางของมันให้ชี้ตระหวัดขึ้น เป็นภาพของม้าที่อยู่ในอิริยาบถเคร่งเครียด พร้อมที่จะออกวิ่งทะยานอยู่ทุกขณะ รอแต่ว่าเมื่อไหร่องค์จอมทัพจักกระชับบังเหียนให้สัญญาณเท่านั้น พลันม้าทรงก็พร้อมที่จะกระโจนไปข้างหน้าอย่างไม่รั้งรอ ปากเผยอจนเห็นฟันและหางที่เป็นพวงชี้สูงนั้น นับว่าสอดคล้องแล้วกับความตื่นคะนองของม้าศึก

อุปมาดั่งนักมวยหรือเสือที่กำลังจ้องจับเหยื่อมักเขม็งเกร็งกล้ามเนื้อ ย่อมดูมีพลังดุดันน่ากลัวมากกว่าเมื่อมันตะปบเหยื่อได้แล้ว เหล่าอีหลีดจึงไม่ควรมาแหย่หาเรื่องตัดหางม้าทิ้ง เพื่อหล่อใหม่แล้วให้ท่อนหางของมันลู่ลีบยืนจ๋องอย่างไร้ศักดิ์ไร้ศรี

ควรพึงสำเหนียกไว้ด้วยว่า ม้าทรงตัวนี้กำลังประกอบวีรกรรมกอบกู้ชาติ หาใช่อนุสาวรีย์ของนายทัพที่นั่งผึ่งผายอยู่บนหลังม้าเพื่อรับคำสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้องจากฝูงชนที่คับคั่งตามท้องถนนโห่ร้องต้อนรับผู้มีชัย ซึ่งม้าเหล่านั้นมักมีลักษณะสวยงามเหมือนม้าที่ฝึกในละครสัตว์

ภายใต้สภาวะที่ศิลปินถูกกดดันจาก "มือที่มองไม่เห็น" หางม้าทรงจึงเป็นสัญลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ใช้เป็นเครื่องมือประกาศยกย่องฤทธานุภาพและความสง่างามของพระเจ้าตากสินมหาราชอย่างสมบูรณ์แบบ

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ปริศนาโบราณคดีตอนที่ 56
ฉบับเดือนธันวาคม 2554 มติชนสุดสัปดาห์

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประวัติบ้านหวั่งหลี ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2527


บ้านหวั่งหลี เป็นบ้านประจำตระกูลหวั่งหลี มีอายุกว่า 130 ปี ตั้งอยู่สุดถนนเชียงใหม่ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

ประวัติ

บ้านหวั่งหลีนี้ เดิมเป็นท่าเรือของ พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ต่อมาขายให้แก่นายตันลิบบ๊วย แห่งตระกูลหวั่งหลี จนกระทั่งภายหลังบริษัทหวั่งหลี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวเข้ามาเป็นผู้บริหารดูแลบ้านหลังนี้ จึงได้ทำการบูรณะตัวบ้านใหม่ทั้งหมด ปัจจุบันบ้านหลังนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว เพราะลูกหลานของตระกูลต่างแยกย้ายกันออกไปหาที่อยู่อาศัยข้างนอกกันหมด บ้านหลังนี้จึงเปิดใช้เฉพาะเพื่อประกอบพิธีสำคัญของตระกูลเท่านั้น ซึ่งมีเพียงปีละ 2-3 ครั้ง และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2527



สถาปัตยกรรม

ลักษณะอาคารสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีน หันหน้าออกมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และมีลานโล่งกว้างบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้ถูกปรับให้เป็นสวนขนาดย่อมช่วยเพิ่มความสวยงามสบายตาจากเดิมที่เคยเป็นเพียงแค่ลานปูนเท่านั้น สิ่งก่อสร้างภายในประกอบด้วยอาคารสำคัญสามหลัง ตึกตรงกลางเป็นเรือนประธาน ซึ่งหันหน้าออกแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่า "ศาลเจ้าแม่หมาโจ้ว" มีตึกแถวสองชั้น เพดานสูง หลังคาแบบจีน สร้างขนาบสองด้าน ตรงกลางระหว่างอาคารเป็นลานโล่ง ใช้ประกอบพิธีกรรมของตระกูลหวั่งหลี ในวันสำคัญตามประเพณีจีน

http://th.wikipedia.org/


ตะลึงพบ--พระสุสานพระเจ้าตากสินในเมืองจีน

ขอขอบคุณ ท่านมนตรี วงศ์เกษม รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
ภาพ: แผ่นป้ายหินจารึกไว้ว่า
"สุสานของ 'แต้อ๊วง' (สมเด็จพระเจ้าตากสินฮ่องทางตอนใต้
ในแผ่นดินพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้)
ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่
ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ฤดูใบไม้ผลิ"

ซุ้มประตูทางเข้าพระสุสานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เมืองเถ่งไฮ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

เถ่งไฮ่เป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนมีประชากรประมาณ
๗๑๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันเถ่งไฮ่เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง ตุ๊กตาต่างๆ
จากบริษัทผลิตของเล่นชื่อดังของโลกไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้หรือตุ๊กตาของวอลต์ดีสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลกผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น
คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักอำเภอเล็กๆ อย่างเถ่งไฮ่
แต่สำหรับลูกหลานชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย น่าจะคุ้นหูกับชื่อนี้ดี

คนจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทยในอดีต
ส่วนใหญ่มาจากเมืองแต้จิ๋ว โดยเฉพาะจากอำเภอเถ่งไฮ่ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
การเดินทางข้ามมาเมืองไทยสะดวกกว่า ด้วยเหตุนี้คนจีน
ในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงพูดภาษาแต้จิ๋ว
บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนนับตั้งแต่ ปรีดี พนมยงค์ ป๋วย
อึ๊งภากรณ์ รวมถึงคนในตระกูลรัตตกุล ตระกูลหวั่งหลี ตระกูลเจียรวนนท์
ก็ล้วนมีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือที่เรามักเรียกกันว่า พระเจ้าตาก
ก็ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋ว พระบิดาของพระองค์เป็นชาวแต้จิ๋ว เกิดในตระกูลแต้ ชื่อนายแต้เจียว
อพยพจากอำเภอเถ่งไฮ่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระมารดาเป็นคนไทยชื่อนางนกเอี้ยง มีอาชีพค้าขาย พระ
เจ้าตากทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๒๗๗
(หนังสือบางเล่มกล่าวว่าทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๒๗๗)
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งยัง
ทรงพระเยาว์ พระเจ้าตากทรงได้กลับไปศึกษาที่ประเทศจีนระยะหนึ่งด้วย

พระสุสานด้านในมีแผ่นหินจารึกพระนามแปลเป็นไทยว่า
"สุสานในพระเจ้าตากสินแห่งราชตระกูลแต้จิ๋วสร้างในพระเจ้าแผ่นดินจีนเฉียนหลงฮ่องเต้พ.ศ.2339"

นายนิ้ม แซ่ตั้ง วัย ๗๙ ปี
ชาวจีนซึ่งเกิดในอำเภอเถ่งไฮ่และอพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อ ๖๐ปีก่อน เล่าให้ฟังว่า

สมัยที่ผมอยู่เมืองจีน คนเถ่งไฮ่รู้จักเมืองไทยดีเพราะเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่คนเถ่งไฮ่เดินทางมา
ค้าขายที่เมืองไทย ที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไทยเลยก็มีมากความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นแน่นแฟ้นมาก ถึงกับมีคำไทยที่กลายเป็นภาษาแต้จิ๋ว คือคำว่า ตลาดชาวแต้จิ๋วเอาไปใช้โดยออกเสียงว่า ตั๊กลัก เรื่อง
ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คนจีนที่นั่นก็รับรู้กันโดยตลอด

คนเถ่งไฮ่รู้จักและรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าตากดี เขาเรียกกันว่า?แต้อ๊วง? แปลว่า พระเจ้าแผ่น
ดินตระกูลแต้ บ้านเกิดของผมก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของท่าน จำได้ว่าตอนเด็กๆ
เคยไปเที่ยวบ้านหลังหนึ่งที่เก่าทรุดโทรมมาก เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของพระเจ้าตาก
ผมยังเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าเมื่อ?แต้อ๊วง? เกิด พ่อของท่านก็พาท่านกลับมาเรียนภาษาที่เมืองจีน จนอายุได้๑๐ ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย

นายนิ้มกล่าวว่าคนจีนที่อพยพมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนิยมส่งลูกหลานกลับมาเรียนหนังสือที่บ้านเกิด
เพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน และที่สำคัญคือ
เมื่อกลับมาเมืองจีนยังมีครอบครัวและญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดคอยดูแล
ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่อาจต้องใช้ชีวิตตามลำพัง จากการ
ศึกษาประวัติพระบิดาของพระเจ้าตาก ก็พบว่าไม่มีญาติพี่น้องอยู่เมืองไทยมากนัก

บริเวณแหล่งดูดทรายแห่งหนึ่งในอำเภอเถ่งไฮ่ มีฮวงซุ้ยหรือสุสานเล็กๆ
แห่งหนึ่ง ทางเข้าทำเป็นซุ้มขนาดใหญ่ สุสานแห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่
สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ (พ.ศ.๒๒๗๘-๒๓๓๙) มีป้ายหินจารึกไว้ว่า
"สุสานของ แต้อ๊วง  ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕    ฤดูใบไม้ผลิ"

คนเถ่งไฮ่เชื่อกันว่า หลังจากที่พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน
บรรดาญาติพี่น้องได้นำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิด และฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

คนเถ่งไฮ่ภูมิใจใน แต้อ๊วง มาก
ว่าเป็นคนบ้านเราที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทย
และมีความกล้าหาญยิ่ง เสี่ยงชีวิตไปรบกับพม่าเพื่อกอบกู้ชาติไทย นายนิ้มกล่าว
บริเวณสุสานยังมีป้ายหินอีกแผ่นจารึกไว้ว่าสุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลองพระองค์ของ แต้อ๊วง ที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด ลงชื่อโดยรัฐบาลท้องถิ่นแห่งอำเภอเถ่งไฮ่

ปัจจุบัน สุสานแห่งนี้ยังมีผู้นำดอกไม้ธูปเทียนมาแสดงความคารวะอยู่เป็นประจำ
โดยเฉพาะจากบรรดาลูกหลานคนจีนจากเมืองไทยที่มีโอกาสไปเยี่ยมญาติในประเทศจีน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ผู้ทรงคุณอันประเสริฐต่อแผ่นดินไทย
พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงมีพระราชประวัติหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย

สิ่งที่ท่านจะได้เห็นนี้...

คือพระสุสานพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในต่างแดน

คำถาม...ที่ว่า...?

จะเป็นแค่สุสานเก็บฉลองพระองค์ หรือ พระบรมสรีระของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่

ความลับที่เก็บซ่อนมาเกือบ 230 ปียังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=565206

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

แต้จิ๋ว (จีน: 潮州)

แต้จิ๋ว (จีน: 潮州)

แต้จิ๋ว (จีน潮州) เป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่ติดกับซัวเท้าทางทิศใต้ (หรือที่คนไทยรู้จักในนามซัวเถา 汕頭市) จรดเมืองกิ๊กเอี๊ยทางตะวันตกเฉียงใต้ (หรือ เจียหยางในภาษาจีนกลาง) จรดเมืองเหมยโจวทางตะวันตกเฉียงเหนือ และจรดมณฑลฝูเจี้ยน (หรือมณฑลฮกเกี้ยนในภาษาไทย) ทางทิศตะวันออก และจรดทะเลจีนใต้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และแต้จิ๋วก็เป็นภาษาจีนที่ใช้ในกลุ่มของคนจีนแต้จิ๋ว หรือสำเนียงแต้จิ๋ว


เขตการปกครอง

เขตเมืองเอก (อังกฤษ: prefecture-level city) แห่งแต้จิ๋ว มีอำนาจปกครองครอบคลุม 4 อำเภอ - 2 อำเภอ (อังกฤษ: districts) และ 2 กิ่งอำเภอ (อังกฤษ: counties) ได้แก่
  • เขตเซียงเฉียว (湘桥区)
  • เขตเฟิงซี (枫溪区)
  • เทศมณฑลเฉาอัน (潮安县)
  • เทศมณฑลเหราผิง (饶平县)

ประวัติศาสตร์[แก้]

ในปี 214 ก่อนคริสตกาลซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฉิน แต้จิ๋วเป็นเพียงพื้นที่ที่ยังปราศจากการพัฒนาและตั้งชื่อเรียก และเป็นส่วนหนึ่งของเขตการปกครองหนานไห่(南海郡)ล่วงมาถึงสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ได้มีการก่อตั้งเขตไห่หยาง (海陽縣) ขึ้น แต้จิ๋วจึงได้เป็นเมืองซึ่งขึ้นกับเขตการปกครองตงกวัน (東官郡)
เมื่อปี พ.ศ. 956 (ค.ศ.413) เขตการปกครองตงกวันได้เปลี่ยนชื่อเป็นเขตการปกครองอี้อัน (義安郡) หรือหงี่อังในภาษาแต้จิ๋ว และในต้นรัชสมัยของราชวงศ์สุย ปี พ.ศ. 1133 (ค.ศ. 590) ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นเขตเมืองเอกชื่อว่า สวินโจว (循州) และต่อมาในปี พ.ศ. 2457 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนได้รวมเขตเฉาและสวินเข้าด้วยกัน ให้ชื่อว่าเขตเฉาสวิน
ในช่วงระยะเวลาสั้นสมัยราชวงศ์สุยและต้นราชวงศ์ถัง เขตไห่อยางเคยถูกเรียกว่าอี้อันด้วย ชื่อเขตนี้ยังคงเป็นไห่หยางจนกระทั่งปี พ.ศ. 2457 จึงได้ถูกเปลี่ยนเป็นเฉาอันเพื่อป้องกันไม่ให้สับสนกับเขตไห่หยางในมณฑลชานตง

  
ชื่อเรียก
อักษรไทยแต้จิ๋ว
ภาษาจีน
- อักษรจีน潮州市
- พินอินCháozhōu
Diê5 ziu1 (ภาษาแต้จิ๋ว)
อักษรโรมันChaozhou, Teochew
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้งมณฑลกวางตุ้ง
ปีสถาปนา
ประเภทเขตปกครองเมืองระดับจังหวัด
เลขาฯเขตปกครอง แห่งCPCLuo Wenzhi (骆文智)
ผู้ว่าการTang Xikun (汤锡坤)
พื้นที่3,614 ตร.กม.
(1,395.4 ตร. ไมล์)
- ความสูงที่ตั้ง0 - 1,497.5 เมตร
ประชากร(ข้อมูลปี พ.ศ. 2549)
- เขตเมือง668,600
- ปริมณฑล2,533,700
ชาติพันธุ์หลักฮั่น
จำนวนเมือง/อำเภอ4
จำนวนตำบล43

ถิ่นกำเนิดของชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทย

taijuy.JPG (31398 bytes)
ซากเรือสำเภาที่ต่อในไทยซึ่งขุดได้ในแคว้นของจีน
          คนไทยรู้จักคำว่าแต้จิ๋วในฐานะของชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่มีภาษาถิ่นเฉพาะของตน ทำให้ต่างไปจากชาวจีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง จีนแคะ และจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นกลุ่มคนจีนที่รู้จักกันในประเทศไทย ชาวจีนเหล่านี้ได้เริ่มอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีนหรือสมัยสุโขทัยในกลางคริสศตวรรษที่ 13 ดังปรากฏว่า ได้มีการส่งคณะฑูตจากจีนมายังราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัย และมีการส่งคณะทูตไทยไปยังปักกิ่งเช่นกัน ในสมัยนี้ชาวจีนที่อพยพมาในระยะแรกส่วนใหญ่มาจากทางตอนใต้ของจีน เราอาจจำแนกชาวจีนอพยพจากกลุ่มภาษาและภูมิลำเนาได้ ดังนี้

                          กลุ่มจีนแต้จิ๋ว มาจากตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง                           กลุ่มจีนฮกเกี้ยน มาจากตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน                           กลุ่มจีนไหหลำ มาจากตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไหหลำ                           กลุ่มจีนกวางตุ้ง มาจากตอนกลางของมณฑลกวางตุ้ง                           กลุ่มจีนแคะ มาจากตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้ง

           จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่า ชาวจีนที่เดินทางมาไทยในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่นั้นเป็นจีนฮกเกี้ยน มักมีอาชีพรับราชการ แต่หลังสมัยอยุธยานั้น จะมีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก จีนฮกเกี้ยนมีเป็นจำนวนมากแถบภาคใต้ของจังหวัดภูเก็ต ปัตตานี สงขลา และระนอง สำหรับจีนแต้จิ๋ว อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เป็นส่วนใหญ่ ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ในระยะหลังปี 2310 (1767) เนื่องจากได้รับการสนับสนุนและได้รับสิทธิพิเศษบางประการเพราะพระเจ้าตากสินทรงมีพระบิดาเป็นชาวแต้จิ๋ว และชาวแต้จิ๋วได้มีบทบาทในการสู้รบเพื่อกอบกู้เอกราช พวกแต้จิ๋วส่วนใหญ่จะอพยพมาทางเรือ และตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ได้แก่เมืองต่าง ๆ ในอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้แก่ ตราด จันทบุรี บางปลาสร้อย (ชลบุรี) แปดริ้ว และในกรุงเทพฯ ต่อมาภายหลังในคริสตศตวรรษที่ 19 พวกแต้จิ๋วจึงขยับขยายออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่นอกเขตดังกล่าว ได้แก่ อุตรดิตถ์ ปากน้ำโพ (นครสวรรค์) ตลอดจนพิจิตร พิษณุโลก สวรรคโลก เด่นชัย เมื่อมีการสร้างทางรถไฟไปถึงแก่งคอยและขึ้นไปทางเหนือ ในปี 2451 (1908) เป็นการยากที่จะเสนอข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของชาวแต้จิ๋วในประเทศไทยในคริสตวรรษที่ 18 และต้นคริสตศตวรรษที่ 19 เพราะยังไม่มีการทำสำมะโนประชากร ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นที่จะพึงหาได้เกี่ยวกับจำนวนชาวแต้จิ๋ว เป็นข้อมูลในระยะหลังจากนั้น คือในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 จากการสำรวจสำมะโนครัว ร.ศ.128 (ค.ศ. 1909) นั้น ได้ระบุจำนวนชาวจีนแยกตามถิ่นฐาน และภาษาพูด ดังนี้


  ตารางที่ 1 จำนวนชาวจีนในกรุงเทพฯ ร.ศ.128 (ค.ศ.1909)  
กลุ่มภาษาพูด
จำนวน
ชายหญิงรวม
แต้จิ๋ว78,0918,20786,298
ฮกเกี้ยน19,8232,36722,190
กวางตุ้ง25,9784,15130,192
ไหหลำ12,16590313,068
แคะ9,4111,40910,820
ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.5 น.30/9 ยอดสำมะโนครัว มณฑลกรุงเทพฯ ศก.128

         อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจากแหล่งใดก็ตามต่างระบุว่า ในบรรดาชาวจีนเหล่านี้มีชาวจีนแต้จิ๋วมากที่สุด ชาวจีนแต้จิ๋วจึงเป็นชาวจีนกลุ่มที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่ง เมื่อมีการศึกษาเกี่ยวกับชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย
ที่มาของชาวจีน        ชื่อแต้จิ๋วนอกจากจะเป็นชื่อของกลุ่มชาวจีนที่พูดภาษาถิ่นเดียวกัน คือ ภาษาแต้จิ๋วแล้วยังเป็นชื่อเมืองเก่าแก่อันเป็นต้นกำเนิดของชาวแต้จิ๋วทั้งหลาย ได้แก่ เมืองแต้จิ๋ว (Teochiu) หรือเมืองเฉาโจว (Chaozhou) ตามที่ออกเสียงในภาษากลาง เมืองแต้จิ๋วเป็นเขตการปกครอง ที่เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกของมณฑลกวางตุ้งมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 5 ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.413 ในราชวงศ์จิ้นตะวันออก เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การปกครอง และวัฒนธรรมของภูมิภาคตลอดมา จนมีคำกล่าวกันว่า “หากมากวางตุ้งแล้วมิได้เห็นเมืองแต้จิ๋วก็เสียเที่ยวเปล่า” เมืองแต้จิ๋วเป็นที่รู้จักกันดีในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ส้มแต้จิ๋ว ชาแต้จิ๋ว น้ำตาลแต้จิ๋ว ในด้านวัฒนธรรม เช่น อาหารแต้จิ๋ว งิ้วแต้จิ๋ว ผ้าปักลูกไม้แต้จิ๋ว ตลอดจนงานหัตถกรรมอื่น ๆ แต่เดิมแต้จิ๋วเป็นเมืองใหญ่สำคัญเมืองหนึ่ง มีอำเภออยู่ในปกครอง 9 อำเภอ (จากคำบอกเล่าของเฉินอิงเฉ ประธานสมาคมจีนโพ้นทะเลอำเภอเฉาโจว) แต่สกินเนอร์ระบุว่าแต้จิ๋วมีเซี่ยน (hsien) หรืออำเภอ ที่ชาวแต้จิ๋วอพยพกันมามากอยู่ 6 อำเภอ ได้แก่ เฉาอัน เฉาหยาง เฉิงห่าย ผู่หนิง เจ้หยาง และเหราผิง (Chaoan, Chaoyang, Chenghai, Puning, Chiehyang และ Jaoping)
         ชื่อแต้จิ๋วเป็นชื่อโบราณ คำว่าเตีย (แต้) เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล คำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่าเมืองแต้จิ๋วจึงแปลว่า เมืองชายทะเล คล้าย ๆ ชื่อจังหวัดชลบุรีของไทยเรา ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นเก่า ๆ ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนยังบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือ เตี่ยอัน ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) ปัจจุบันอำเภอเฉาอันคือ ที่ตั้งของเมืองแต้จิ๋วโบราณ เมืองแต้จิ๋วในระยะหลังเมื่อผ่านยุครุ่งเรืองแล้วได้กลายเป็นอำเภอเฉาอันสังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา) จนกระทั่งปี 2532 (1989) จึงได้รับการตั้งเป็นเทศบาลเมืองสังกัดมณฑลกวางตุ้ง รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ในปี 2529 (1986) 

         อย่างไรก็ตาม เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑลมีอำเภออยู่ในสังกัด อำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่าไห้เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสตวรรษที่ 15 ) ชื่อว่าจางหลินหรือจึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลินทั้งสิ้น ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือซัวเถาที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และยังเป็นมาจนทุกวันนี้ ชื่อเฉาซาน (Chaoshan) ที่ใช้เรียกบริเวณที่เป็นแต้จิ๋ว ในปัจจุบันมาจากการนำคำต้นของเมืองสำคัญในอดีตสองเมืองมาต่อกัน ได้แก่คำว่า ซาน จากซ่านโถว (Shantou) ชื่อที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ชื่อเฉาซาน อันได้แก่บริเวณดังกล่าวนั่นเอง 
         เนื่องจากการค้นคว้าเรื่องชาวแต้จิ๋วในสมัยที่หนึ่งนี้ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ.1767-1850 ซึ่งตรงกับสมัยธนบุรีจนสิ้นรัชกาลที่ 3 ของรัตนโกสินทร์ หรือหากเทียบกันจีนก็อยู่ในราชวงศ์ชิงในสมัยพระเจ้าเฉียนหลง (Chienlung) ถึงสมัยพระเจ้าเจียชิ่ง (Chiaching) รายละเอียดของชุมชนแต้จิ๋วที่จะนำเสนอในส่วนนี้ จึงจะเน้นในเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วเก่า โดยจะกล่าวถึง เฉาโจว จางหลิน เฉิงห่าย และเฉาหยาง (หรือเตียเอีย)
(Chaozhou) หรือเฉาอัน (Chaoan) 
            เฉาโจวคือเมืองแต้จิ๋วดังได้กล่าวมาแล้ว เป็นชื่อเมืองสมัยโบราณเหมือนเมืองขุขันธ์ หรืออู่ทองของไทยปัจจุบันมีชื่อเป็นทางการว่าเฉาอัน เมืองแต้จิ๋วนี้ตั้งอยู่ห่างจากอ่าวซัวเถาลึกเข้าไป 40 กิโลเมตร มีภูเขาล้อมรอบเมืองสามด้านและมีแม่น้ำหานเจียงไหลผ่านเมือง แต้จิ๋วเป็นเมืองรากเหง้าของวัฒนธรรมแต้จิ๋ว ในสมัยราชวงศ์ถังได้มีการสร้างวัดมหายานคือวัดคายหยวน (Kai Yuan Temple) และมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหานเจียงเชื่อมเมืองแต้จิ๋วทั้งสองฝั่ง ชื่อสะพานเซี้ยงจือเฉียว (Xing Zi) ทั้งวัดและสะพานนี้มีอายุกว่า 800 ปี การสร้างสะพานเซียงจือใช้เวลา 60 ปี โดยการถมหินลงไปในแม่น้ำจนสูงพ้นระดับน้ำเป็นระยะ ๆ เหมือนเสาตอหม้อ แล้วจึงสร้างสะพานเชื่อมเสาตอหม้อหินแต่ละจุด 

           ในสมัยราชวงศ์ถังเช่นกัน หานหยี่ (Han Yu) ขุนนางผู้ใหญ่กระทำความผิดจึงถูกเนรเทศให้มาปกครองแต้จิ๋ว เพราะถือว่ากันว่าแต้จิ๋วเป็นเมืองกันดารห่างไกลเมืองหลวง แต่หานหยี่เป็นขุนนางที่มีความสามารถและรอบรู้ในเรื่องวัฒนธรรม การเนรเทศหานหยี่มาที่แต้จิ๋วจึงกลับก่อให้เกิดคุณูปการแก่ชาวแต้จิ๋วชั่วระยะเวลาเพียง 8 เดือนที่ปกครองเมืองแต้จิ๋ว หานหยี่ได้ริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ที่นำความเจริญมาสู่เขตนี้ ชาวแต้จิ๋วจึงรักใคร่ยกย่องหานหยี่มาก ได้ตั้งชื่อแม่น้ำชื่อว่า “แม่น้ำหาน” ต่อมาได้มีการตั้งศาลบูชาหานหยี่เรียกว่า ศาลหานเหวินกง มีอนุสาวรีย์ของหานหยี่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในศาล มีเรื่องเล่าลือต่อกันมาว่า เดิมเฉาโจวเป็นที่ต่ำอยู่ในทะเล มีจระเข้เข้ามาอาศัยอยู่ชุกชุม หานหยี่ได้ปราบจระเข้ได้หมด ต่อมาพื้นที่บริเวณนี้งอกสูงขึ้นพ้นระดับน้ำทะเลกลายเป็นชุมชนใหญ่ เมืองแต้จิ๋วรุ่งเรืองมาจนสมัย ราชวงศ์ซ้องใต้เมื่อเมืองท่าจางหลินซึ่งอยู่ติดทะเล มากกว่าเมืองแต้จิ๋วกลางเป็นเมืองท่าสำคัญขึ้นมา แต้จิ๋วจึงกลายเป็นเขตวัฒนธรรมเก่ามากกว่าเป็นเขตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 18 และ 19 
            เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองทำน้ำตาล มีการปลูกอ้อยและหีบอ้อยกันมาแต่โบราณ การค้าน้ำตาลในสมัยก่อนมีมากที่ตำบลเจียงตุง (กังตั๋ง) ของเมืองนี้ คนแต้จิ๋วเริ่มทำน้ำตาลเพื่อจะใช้เป็นเครื่องปรุงในการทำขนมอี๋ก่อนเทศกาลตรุษจีน พันธุ์อ้อยที่ปลูกกันสมัยก่อนเป็นพันธุ์ดั้งเดิมชื่อเต้กเจีย (แปลว่าอ้อยไม้ไผ่) เป็นอ้อยพันธุ์แข็งสีขาวออกเขียว ข้อยาว ใส ปัจจุบันไม่ใช้พันธุ์นี้แล้ว การหีบอ้อยก็ใช้ลูกหีบ มีสัตว์เช่น วัว หรือควาย ลากแกนของเดือยที่หมุนลูกหีบเพื่อบีบน้ำอ้อยออกมา นอกจากน้ำตาล ผลผลิตของแต้จิ๋วที่รู้จักกันดีคือ ผักดองเค็มต่าง ๆ 
            ปัจจุบันมีคนแต้จิ๋วจากอำเภอเตี่ยอันเป็นชาวจีนอพยพอยู่โพ้นทะเลจำนวนถึง 6 แสน-7 แสนคน (ข้อมูลจากสมาคมจีนโพ้นทะเลอำเภอเตี่ยอัน) ในจำนวนนี้อยู่ในประเทศไทยประมาณ 3 แสนคน คนจีนจากเมืองแต้จิ๋วที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ยี่กอฮง ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นพระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวาณิชย์) เป็นบุตรของชาวจีนโพ้นทะเลจากอำเภอเตี่ยอัน ลูกหลานชาวเตี่ยอันที่เป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันก็มีเช่น นายศุภสิทธิ์ มหาคุณ นายชวลิต ไตรรัตนผดุงพร ผู้ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเตี่ยอันในประเทศไทย
จางหลิน (Zhanglin) 
            เมืองท่าจางหลิน ซึ่งเรียกในสำเนียงแต้จิ๋วว่า จึงลิ้ม เคยเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเล แต่ปัจจุบันตื้นเขิน และงอกออกไปจนอยู่ห่างจากทะเลถึง 8 กิโลเมตร กลายเป็นตำบลหนึ่งอยู่ในอำเภอเฉิงห่าย จางหลินเริ่มเป็นเมืองสำคัญทางใต้ของจีนในศตวรรษที่ 15 ในสมัยราชวงศ์หมิงต่อต้นราชวงศ์ชิง การค้าสำเภาระหว่างไทยกับจีนในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นล้วนเป็นการค้าจากท่าเรือจางหลินทั้งสิ้น และชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาประเทศไทยก็เดินทางออกจากท่าเรือนี้เอง ในยุคที่รุ่งเรือง จางหลินมีถนน มีโกดังสินค้า มีตลาด มีคลังสินค้าใหญ่ และมีท่ารับส่งสินค้าจากเรือ การปลูกบ้านเรือของพ่อค้าที่จางหลินจะหันด้านหน้าออกถนน ด้านหลังติดแม่น้ำซึ่งไหลไปออกทะเล การขนส่งสินค้าจึงทำได้โดยนำเรือมาเทียบหลังบ้านแล้วก็ขนสินค้าเข้าไปไว้ชั้นบน (เล่าเต้ง) ได้เลย แม่น้ำหลังบ้านจะมีน้ำลึกมากเพื่อให้เรือล่องเข้ามาได้ ที่จางหลินมีด่านศุลกากรตั้งอยู่ด้วย ปัจจุบันนี้แม่น้ำได้ตื้นเขินหมดเหลือเพียงลำน้ำเล็ก ๆ เรือสำเภาที่แล่นค้าขายระหว่างไทยกับชาวแต้จิ๋วเป็นเรือสำเภาตรงหัวเรือทาสีแดง มีรูปตาเหมือนตาปลาอยู่ด้วย ชาวแต้จิ๋วเรียกเรือนี้ว่าอั้งเถ้าจุ้ง (หงโถวฉวน) ซึ่งแปลได้ว่าเรือสำเภาหัวแดง เรือสำเภาหัวแดงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการค้าระหว่างไทยกับจีนแต้จิ๋ว เราอาจดูตัวอย่างเรือนี้ได้ที่วัดยานนาวา เมื่อปี 2514 (1971) มีการขุดพบซากโครงกระดูกเรือสำเภาหัวแดงได้ที่บริเวณก้นคูนอกท่าเรือจางหลิน ที่กระดูกเรือมีข้อความสลักว่า


                   “เรือหลิงโค่วมีสองเสากระโดง ชื่อเรือฉ่ายว่านลี่ เป็นเรือสินค้าของเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง”

            ไม้โครงกระดูกเรือนี้ทำด้วยไม้สัก ซึ่งเป็นไม้จากประเทศไทย ยาวถึง 39 เมตร มี 5 ชั้น สันนิษฐานว่าเรือดังกล่าวสร้างที่ประเทศไทยมีความเป็นไปได้มาก เพราะในสมัยนั้นมีการสร้างเรือสำเภาที่กรุงเทพฯ ดังที่ Crawford เล่าไว้ว่า
     “Almost all the junks employed in the commerce between the Indian Islands and China are built at Bangkok on the great river (Chaopraya) of Siam,and the capital of that kingdom. This is chosen for its convenience, and the extraordinary cheapness and abundance of fine timber, especially teak, which it affords. The parts of the vessel under water are constructed of ordinary timber, but the upper works of teak....”
            คอร์ดเฟริด ยังได้ระบุอีกว่า ค่าต่อเรือขนาด 476 ตันในกรุงเทพฯ คิดเป็นเงินเพียง 7,400 เหรียญสเปน ในขณะที่เรือขนาดเดียวกันจะมีราคา 16,000 เหรียญสเปน ถ้าต่อที่จางหลิน และราคาถึง 21,000 เหรียญสเปน ถ้าต่อที่เอ้หมิง ในปี 2363 (1820) ถึง 2373 (1830) ค่าต่อเรือที่กรุงเทพฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 บาท สำหรับเรือระวาง 400 ตัน 
            ภายในเรือสำเภาที่ขุดได้นี้ยังพบเครื่องปั้นดินเผา และเงินโบราณสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงอยู่ด้วย หลังจากที่ขุดพบซากเรือแล้วไม่ได้มีการเก็บรักษาไว้ เมื่อเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมซากเรือก็ถูกทำลายไปหมด มีแต่รูปภาพที่มีผู้บันทึกไว้ เพราะเหตุที่จางหลินเป็นเมืองท่า ผู้คนที่พักอาศัยอยู่จึงเป็นพ่อค้าและชาวเรือเป็นส่วนใหญ่ ชาวแต้จิ๋วเป็นนักเดินเรือที่เชี่ยวชาญเพราะอยู่ติดทะเล และมีนิสัยชอบผจญภัย แต่ชาวเรือก็ยังต้องการที่พึ่งพิงทางใจ จึงพบว่ามีศาลเจ้าขนาดใหญ่ ชื่อศาลหมาโจ๊ว (ชิกเชี้ยม้า) หรือม่าจู่ หมาโจ๊วเป็นเทพธิดาที่คุ้มครองชาวเรือให้เดินทางโดยปลอดภัย ชอบใส่เสื้อแดง ช่วยชีวิตผู้คนกลางทะเล ชาวแต้จิ๋วจะไหว้ศาลหมาโจ๊วก่อนออกเรือ และเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วก็ได้มาสร้างศาลหมาโจ๊วที่จากหลินทุกวันนี้เป็นที่พักอาศัยของชาวจีน 20 ครอบครัว ถึงแม้รัฐบาลจีนจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีการบูรณะซ่อมแซม ที่เสาประตูเสาทางเข้าศาลสองด้านจะมีภาพปูนปั้นเคลือบขนาดใหญ่เป็นรูปมังกรข้างหนึ่งและหงส์ข้างหนึ่ง 
            จากหลินเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ อยู่จนกระทั่งเมื่อมีการเปิดท่าเรื่อซ่านโถวในปี 2401 (1858) เป็นท่าเรือเปิด และการเกิดเรือกลไฟแทนที่เรือสำเภา บทบาทของจางหลินก็ลดน้อยลง ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนไปทำให้จางหลินไม่ใช่เมืองติดทะเลดังแต่ก่อน การเดินทางของ ชาวแต้จิ๋วมาสู่ประเทศไทยจากท่าเรือนี้จึงหมดไปในที่สุด
เฉิงห่าย (Shenghai) 
            อำเภอเฉิงห่ายหรือเท่งไฮ้ในสำเนียงแต้จิ๋วเป็นอำเภอเก่าแก่ตั้งอยู่ในตอนกลางของเขตเฉาซานบนบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมตอนล่างของแม่น้ำหาน อยู่ห่างจากนครซานโถว (ซัวเถา) 16 กิโลเมตร ประกอบด้วยตำบล 13 ตำบล อำเภอเฉิงห่ายตั้งขึ้นในปี 2106 (1563) ในสมัยราชวงศ์หมิง มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากถึงจำนวน 1,000 คน ต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เป็นอำเภอที่ตั้งของท่าเรือจางหลิน เฉิงห่ายแปลว่าทะเลใส เพราะอำเภอนี้อยู่ติดทะเล ชาวแต้จิ๋วจำนวนมากในประเทศไทยอพยพมาจากเฉิงห่าย โดยเฉพาะในระหว่างปี ค.ศ. 1767-1781 ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระเจ้าตากสินในประเทศไทย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระบิดาของพระเจ้าตากสินเป็นจีนแต้จิ๋วจากอำเภอเฉิงห่าย ชื่อเจิ้งหย่ง หรือที่คนไทยโดยทั่วไปรู้จักกันในชื่อไหฮอง เมื่อมา อยู่เมืองไทยเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยและมีภรรยาชาวไทย พระเจ้าตากสินจึงทรงมีพระญาติชาวแต้จิ๋วจากเฉิงห่ายท่านเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนในนามเจิ้งซิ่น ในภายหลังเมื่อพระเจ้าตากสินรวมกำลังเพื่อต่อสู้กับพม่าและปราบก๊กอื่นๆ ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ก็ได้อาศัยกำลังจากคนจีนแต้จิ๋วที่จันทบุรี เมื่อราชาภิเษกเป็น พระมหากษัตริย์แล้วชาวเฉิงห่ายจำนวนมากก็อพยพมาประเทศไทย เพื่อหาลู่ทางทำมาหากิน คนเหล่านี้ได้รับการยกย่องเป็นจีนหลวง รายละเอียดของพระเจ้าตากสินกับชาวแต้จิ๋วจากเฉิงห่ายมีปรากฏอยู่ในรายงานวิจัยฉบับนี้ ปัจจุบันนี้ที่เฉิงห่ายมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินอีกเช่นกัน ตระกูลแต้จิ๋วเก่าแก่ตระกูลหนึ่งได้อพยพออกมาตั้งแต่ปี 2383 (1840) ตระกูลนี้คือตระกูลหวั่งหลี ตระกูลหวั่งหลีอพยพมาเมืองไทยหลังระยะที่หนึ่งของการวิจัยชุดนี้ หวั่งหลีเป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่ ผู้นำของตระกูลที่ไปตั้งรากฐานในประเทศไทยได้กลับมาสร้างบ้านใหญ่โตถึง 3 หลังที่เฉิงห่าย และได้กลับมาพำนักอยู่ในบางระยะ ผู้ที่ศึกษาเรื่องชาวแต้จิ๋วที่เฉิงห่ายจึงจะต้องรู้จักบ้านของตระกูลหวั่งหลีที่ตำบลหล่งโตว ซึ่งสร้างโดยเฉินลิกเหมย กับญาติอีกสองคนจากฮ่องกงและเวียดนาม มาสร้างในระยะเวลาไล่ ๆ กัน นอกจากตระกูลหวั่งหลีแล้ว ชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวเฉิงห่ายก็มีเช่น ปรีดี พนมยงค์ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ วรรณ ซันซื่อ

เฉาหยาง (Chaoyang) หรือเตียเอีย 
            อำเภอเฉาหยางเดิมชื่ออำเภอไห่หยาง เป็นอำเภอที่ประชากรมีความสัมพันธ์กับชาวจีนโพ้นทะเลในต่างประเทศมากที่สุด เมื่อเทียบกับอีก 10 อำเภอในนครซัวเถาปัจจุบันที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีชาวเตียเอียอยู่ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ประมาณกันว่ามีอยู่ในเมืองไทย 7 แสนคน ฮ่องกง 6 แสนคน ปัจจุบันเฉาหยางมีประชากรประมาณ 1 ล้าน 8 แสนคน ความสำคัญของเฉาหยางสำหรับประเทศไทยก็คือ เฉาหยางเป็นถิ่นกำเนิดของชาวแต้จิ๋วที่อพยพไปประเทศไทย และกลายเป็นเศรษฐีใหญ่และผู้มีชื่อเสียงหลายคน อาทิเช่น ชิน โสภณพนิช อุเทน เตชะไพบูลย์ วัฒนา อัศวเหม ประมาณ อดิเรกสาร บ้านเกิดของชิน โสภณพนิชอยู่ที่ตำบลเฉียซาน (หับซัว) ชินได้สร้างบ้านขึ้นในปี 2391 (1948) และสร้างโรงเรียนเฉียซานจงฮักขึ้นเมื่อปี 2527 (1984) ส่วนบ้านเกิดของเจิ้งจื่อปินบิดาของอุเทน เตชะไพบูลย์ อยู่ที่ตำบลซัวเล้ง เจิ้งจื่อปินสร้างบ้านไว้ตั้งแต่ประมาณปี 2482 (1939) ต่อมาอุเทนได้สร้างโรงเรียน ชื่อโรงเรียน ตงเซียนขึ้นในปี 2524 (1981) 

            ศูนย์รวมอย่างหนึ่งของชาวแต้จิ๋วในประเทศไทยก็มีกำเนิดมาจากอำเภอเฉาหยาง ได้แก่พระภิกษุไต้ฮงกง มีตำนานเล่ากันว่าเมื่อปี 1638 (1095) สมัยราชวงศ์ซ้อง เกิดโรคระบาดในเขตเฉาหยาง ผู้คนล้มตายกันมาก พระภิกษุไต้ฮงกงซึ่งเดิมเป็นนายอำเภอแล้วลาออกมาบวช ได้จาริกมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดปักซัวในอำเภอเฉาหยางนี้ ท่านเห็นผู้คนล้มตายศพเกลื่อนกลาดทั้งบนถนนและตามลำน้ำ จึงให้ลูกศิษย์ช่วยกันเก็บศพนำไปฝังไว้ที่วัดและตัวท่าน เองก็ลงมือเก็บศพด้วยตนเอง ไม่ละเว้นแม้จะเป็นศพที่เน่าเฟะแล้ว พระภิกษุไต้ฮงกงชวนชาวบ้านให้บริจาคเงินซื้อหีบศพบรรจุศพ ไม่มีญาติเหล่านี้แล้ว ท่านก็นำไปขุดหลุมฝังศพด้วยตนเอง การกระทำดังกล่าวทำให้ชาวบ้านเกิดความซาบซึ้งและเลื่อมใส จึงขอสมัครเป็นลูกศิษย์และช่วยประกอบกุศลกิจในด้านเก็บศพและฝังศพอย่างแพร่หลาย หลังจากนั้นเมื่อท่านย้ายไปจำพรรษาในตำบลฮั่วเพ้งก็ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกว้างถึง 300 วาเสร็จภายใน 1 ปี และสร้างตลอดจนซ่อมแซมถนนสำคัญ เมื่อท่านมรณะภาพ ชาวเฉาหยางหรือเตียเอียถือท่านเป็นปูชนียบุคคลมาโดยตลอด มีการสร้างศาลเจ้าถวาย เรียกว่า ป่อเต็ก แปลว่า คุณานุสรณ์ และเรียกชื่อท่านว่า ไต้ฮงโจวซือ เเปลว่าบุรพาจารย์ไต้ฮง ภายหลังได้มีการตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นการแสดงคาราวะต่อท่านมากมายถึง 500 แห่ง ในมณฑลกวางตุ้ง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเริ่มที่ตำบลฮั่วเพ้ง ในปี 2454 (1911) และตั้งในประเทศไทยเมื่อ ปี 2493 (1950) โดยการที่ชาวเตียเอียผู้หนึ่งนำรูปจำลองของพระภิกษุไต้ฮงกงจากฮั่วเพ้งมาประดิษฐานไว้ที่ร้านค้าของตนและประชาชนจำนวนมากมายพากันมาสักการะบูชา ในที่สุดชาวจีนในประเทศไทย 12 คน จึงได้ร่วมกันจัดตั้งสถานที่บูชาไต้ฮงกงโจวซือขึ้นที่ศาลเจ้าไต้ฮงข้างวัดคณิกาผล ถนนพลับพลาไชย และได้จัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขึ้น มูลนิธิฯกับชาวจีนแต้จิ๋วจึงแยกกันไม่ออกและจุดกำเนิดของป่อเต็กตึ๊งก็มาจากอำเภอเหยาฉางหรือเตียเอียนี้เอง ที่เฉาหยางก็มีศาลเจ้าไต้ฮงโจวซือซึ่งสร้างขึ้นในปี 2524 (1981) โดยอุเทน เตชะไพบูลย์ได้บริจาคเงินจำนวน 5 แสน เหรียญฮ่องกง ส่วนศาลเจ้าเดิมซึ่งเป็นฮวงซุ้ยของท่านพระภิกษุด้วยนั้นอยู่นอกเมืองเฉาหยาง 
            ในการปูพื้นให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในเขตเฉาซานในบทนำนี้ มิได้ครอบคลุมถึงอำเภอทั้งหมดในเขตซ่านโถว ปัจจุบันนครซ่านโถวมีอำเภออยู่ในปกครอง 11 อำเภอ ดังรายชื่อต่อไปนี้

   ชื่อในภาษาจีนกลาง      ชื่อในภาษาแต้จิ๋ว 
 ซานโถว (Shantou)       ซัวเถา                 
เฉิงห่าย (Shenghai)       เท่งไฮ้                 
เฉาอัน (Chaoan)          เตี่ยอัน                 
เฉาหยาง (Chao yang)   เตียเอีย                
 หนานอ้าว (Nan Ao)       ล่ำฮอ                 
เจี้ยหยาง (Jieyang)       กิกเอี้ย                 
ฝู่หนิง (Puning)            โผ่วเล้ง                 
เจี้ยซี (Jiexi)                กิ๊กไซ                 
ฮุ่ยหลาย (Huilai)           ฮุยไล้                 
ลกฮง (Lufeng)            ลงฮง                 
ไฮ่ฝง (Haifeng)           ไฮ้ฮง 

ลักษณะและกระบวนการอพยพ 
            เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้วก็จะมาขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ ที่ท่าน้ำใกล้สำเพ็ง บางกลุ่มอาจจะไปขึ้นเรือที่ฉะเชิงเทรา หรือบางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรือจันทบุรี คำว่า เรือสำเภา (Junk) ที่หมายถึงเรือของชาวจีนนี้ สันนิษฐานว่ามาจากคำภาษาชวาว่า จอง (Jong) หรือคำภาษามาเลย์ว่า อาจอง (ajong) ซึ่งแปลว่าเรือหรือเรือใหญ่ แต่ในภาษาจีนเองคำว่า ฉวน (Chuan) ก็หมายถึงเรือเช่นกัน ส่วนคำว่า “สำเภา” หรือ “ตะเภา” ในภาษาไทยที่ใช้เรียกชื่อเรือชนิดนี้ สารสิน วีระผลได้อ้างข้อสันนิษฐานของ Gerini ว่าอาจจะมาจากคำว่า โป (Pho) หรือ โบ (boh) ในภาษาจีน ซึ่งแปลว่าเรือเดินสมุทร แล้วคนไทยเติมคำว่า “สำ” และ “ตะ” ลงไป คำว่า “สำ” หมายถึงสามเพราะเรือเหล่านี้ต้องมีเสากระโดงไม่ต่ำกว่าสามเสา ส่วนคำว่า “ตะ” หมายถึง ตา เพราะเรือนี้จะมีรูปตาขนาดใหญ่ระบายด้วยสีไว้ที่หัวของเรือ ส่วนคำว่า “เภา” นั้นก็เพี้ยนมาจากคำว่า “โบ” นั่นเอง ลักษณะเรือสำเภาจีนต่างจากเรือในตะวันตก คือสายระยางของเรือและใบเรือใช้เสื่อสานด้วยไม้ไผ่ ท้องเรือรูปกลมไม่มีกระดูกงูเป็นส่วนใหญ่ เรือสำเภาจีนที่ใช้เดินสมุทรต้องมีขนาดใหญ่ถึง 3 เสากระโดงขึ้นไป ถ้าเป็นเรือหัวเขียวจะเป็นเรือจากมณฑลฟูเกี้ยน ส่วนเรือหัวเเดงมาจากมณฑลกวางตุ้ง ที่ทาสีต่างกันก็เพื่อให้สะดวกในการเรียกเก็บภาษีและการตรวจค้นทางทะเล เรือเหล่านี้มักมีระวางบรรทุกเฉลี่ย 350 ตัน เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพมาเมืองไทยมากขึ้น ก็ได้ใช้ไม้โดยเฉพาะไม้สักที่เมืองไทยต่อเรือสำเภาเช่นกัน ในเวลาต่อมา เรือที่ต่อในเมืองไทยได้ชื่อว่าถูกที่สุดและคงทนที่สุด เรือสำเภาเหล่านี้แล่นลงสู่ทะเลใต้ (หนานหยาง) เพื่อทำการค้าขายกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

            ในระยะที่ยังไม่มีเรือกลไฟนั้น การเดินทางจากจางหลินมายังประเทศไทยใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นไปในลักษณะเรือสำเภาขนสินค้า โดยเฉพาะข้าว) จากประเทศไทยมายังประเทศจีนแล้วขนชาวจีนอพยพไปยังประเทศไทย แต่มิใช่ว่าการเดินเรือขามาจะมีแต่สินค้าและ ขากลับจะมีแต่ผู้โดยสารแต่อย่างเดียว เพราะในเทียวขามาก็จะมีชาวจีนอพยพบางคนที่เดินทางไปมาค้าขาย โดยสารกลับมาประเทศจีนด้วย ในขณะเดียวกัน ในเที่ยวขากลับก็มีสินค้าจากจีนส่งไปขายที่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผ้าไหม ชาและผักดองเค็มต่าง ๆ รายละเอียดของการค้าสำเภานี้มีอยู่ในงาน ของคุชแมนแล้วและจะนำไปเสนอในบทที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจางหลิน ประเทศไทย จึงจะไม่นำมากล่าวถึงในบทนี้ จะกล่าวถึงแต่เฉพาะการเดิน ทางของชาวแต้จิ๋วเท่านั้น 
            พวกแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเดินเรือเก่งและต่อเรือเก่งมานานแล้ว จึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภาซึ่งเป็นวิถีทางเดียวของการพอยพ การเดินเรือสมัยนั้นต้องเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมาไทย ระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนการเดินทางไปจีนก็ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม สกินเนอร์ได้อ้างเฉิน ต๋า ว่าได้มีการจัดเรือสำเภา สำหรับผู้โดยสารเป็นพิเศษเมื่อมีผู้อพยพจำนวนเพิ่มขึ้นอัตราค่าโดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯ เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน และเมื่อผู้อพยพมารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้จะถูกหักไปชดใช้เป็นค่าโดยสาร 
            เฉินต๋า ได้บรรยายสภาพของการเดินทางเรือสำเภาของชาวจีนผู้หนึ่งเมื่อปี 2413 (1870) ไว้ดังนี้

               “เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย หมู่บ้านของเรามีเรือสำเภาเดินทะเลแปดลำ ในการเดินทางลงไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มักไปยังกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา และไหม เป็นสินค้าที่สำคัญเรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดบรรทุกผู้โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้โดยสารคนหนึ่งๆ มักจะนำไหน้ำซึ่งทำในท้องถิ่น พร้อมกับเสื้อใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลม ๆ หนึ่งใบ และเสื่อฟางหนึ่งผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามากรุงเทพฯ กินเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ก้าวลงเรือสำเภาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสวรรค์ให้เราเดินทางตลอดรอดฝั่งโดยปลอดภัย”

            การเดินทางเป็นไปด้วยความกันดารและลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อยที่ล้มตายไป เพราะความอดอยาก ส่วนใหญ่ผู้อพยพจะถูกจัดให้อยู่บนดาด ฟ้าเรือเพราะท้องเรือใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึงต้องตากแดดตากลมตลอดทาง และมักขาดอาหารและน้ำเพราะการเดินทางกินเวลานาน 
            เนื่องจากมีความต้องการแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่อสร้างในไทย ผู้อพยพชาวแต้จิ๋วเหล่านี้จึงพากันเดินทางมาหางานกันเป็นจำนวนมาก Crawford กล่าวว่า “ผู้โดยสารเป็นสินค้าเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดจากเมืองจีนมายังสยาม” และได้ประมาณไว้ว่ามีชาวจีนจำนวนประมาณ7,000 คน อพยพมายังประเทศไทยในแต่ละปี สกินเนอร์เองประมาณตัวเลขใกล้เคียงกันคือ 6,000-8,000 คน เมื่อถึงปี 2392 (1849) ซึ่งเป็นปีก่อนสุดท้ายของรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มัลลอคได้ประมาณว่ามีชาวจีนอยู่ในประเทศไทยถึง 1 ล้าน 1 แสนคน ในขณะที่ประชากรทั้งหมดของไทย ขณะนั้นมีประมาณ 3,653,150 คน ซึ่งถ้าเป็นตามที่มัลลอคคาดคะเน ชาวจีนอพยพในสมัยนั้นจะมีถึงหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด แต่สกินเนอร์คิดว่ามัลลอคประมาณสูงเกินไป เพราะได้พบเห็นชาวจีนจำนวนมากในสยาม สกินเนอร์มีความเห็นว่าการประมาณการของราเควซที่ระบุจำนวนประมาณหกแสนคนในปี 2443 (1900) นั้นน่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ไม่ว่าจะยึดถือข้อมูลของใครก็ตาม เราคงยืนยันได้ว่า มีคนจีนจำนวนมากในประเทศไทยในกลางและปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 แต่เราไม่อาจระบุได้ว่ามีชาวแต้จิ๋วจำนวนเท่าใดในกลุ่มนี้ นอกจากยืนยันได้ว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เมื่อหมอบรัดเลย์ไปเยือนเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในปี 2379 (1836) ก็ได้กล่าวไว้ว่าจันทบุรีและบริเวณใกล้เคียง “แผ่นดิน..เกือบจะเต็มไปด้วยจีนแต้จิ๋ว (ผู้ซึ่ง) ..ปลูกอ้อย พริกไทย และยาสูบเป็นส่วนใหญ่” ชาวแต้จิ๋วได้ขยับขยายขึ้นไปตั้งหลักแหล่งถึงจังหวัดตากและเชียงใหม่ในกลางคริสตวรรษที่ 19 เพราะความดึงดูดทางการค้าที่เชื่อมโยงยูนนาน พม่า และลาว ถึงแม้ชาวจีนไหหลำจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองในชนบทต่าง ๆ ก็ตามแต่หลังจากที่ได้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมแล้ว ชาวแต้จิ๋วก็ขยับขยายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้นบ้าง และในที่สุดก็ช่วงชิงบทบาททางการค้าจากชาวไหหลำ ดังที่สกินเนอร์ได้อ้างข้อมูลจากผู้เฒ่าคนหนึ่งในเมืองพิจิตรว่า

                “เมื่อพวกแต้จิ๋วมาถึง พวกนี้ก็สามารถเอาชนะพวกไหหลำได้หมด เพราะว่าพวกแต้จิ๋วมีความอุตสาหะที่จะทำธุรกิจด้วยทุนรอนเล็กน้อยที่สุด ดังนั้นพวกไหหลำจึงต้องโยกย้ายเข้าไปอยู่ในถิ่นที่ไกลออกไป พวกแต้จิ๋วมีความเฉลียวฉลาดในทางการค้า”

           หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ชาวแต้จิ๋วต่างก็มีโชคชะตาที่ต่างกันไป บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้กลายเป็นเจ้าสัวฝังรกรากอยู่ในเมืองไทยตลอดมา บางคนหลังจากทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยระยะหนึ่งก็กลับคืนไปสู่บ้านเกิดเมืองนอน และบางคนที่โชคร้าย มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญและตายไปในเมืองไทยเสมือนไร้ญาติขาดมิตร ชาวแต้จิ๋วจึงมีคำกล่าวเล่น ๆ ที่เรียกว่า ซาซัว หรือซัวสามประการ ประการแรกได้แก่ จ๊อซัว หมายถึงการเป็นเจ้าสัว คือคนกลุ่มแรกที่กล่าวมาแล้ว ประการที่สองได้แก่ตึ่งซัว หมายถึงการได้กลับไปเมืองจีน คือคนกลุ่มที่สอง และประการสุดท้ายได้แก่ งี่ซัว หมายถึง สุสานวัดดอน คือการถูกฝังเป็นผีไม่มีญาติอยู่ในสุสานใหญ่ของชาวแต้จิ๋วในวัดดอนกุศล ยานนาวา ของคนกลุ่มที่สามนั่นเอง ต้วนลี่เซิงได้พบคำกลอนสลักไว้ที่ฮวงซุ้ยสุสานงี่ซัว วัดดอนมีใจความดังนี้

     “เคยล่องผ่านน้ำดำ                     เคยกินน้ำขม                    
ความในใจอันเต็มอุระไหลไปกับสายน้ำ    หวังจะเป็นเจ้าสัว                    
ไม่สามารถกลับสู่แผ่นดินเกิด                     เมื่อแก่ลงก็ฝังกระดูกที่งี่ซัว”
จากหนังสือ “ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและภูมิลำเนาเดิมที่เฉาซันสมัยที่หนึ่ง ท่าเรือจากงหลิน (2310-2393) โดยสถาบันเอเชียศึกษา หน้า 1-19